Member
user
password
สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
สาระน่ารู้

bullet 4rt-Code was here

ธรรมเทศนา ออนไลน์
bullet วิทยุธรรมะ ออนไลน์
bullet แนวทางการปฏิบัติธรรม
bullet วิมุตติ
bullet ทางพ้นทุกข์
bullet ความสงบบ่อเกิดปัญญา
bullet การปล่อยวาง
bullet น้ำไหลนิ่ง
bullet ไม่แน่
bullet การเข้าสู่หลักธรรม
bullet ธรรมที่หยั่งรู้ยาก
bullet ต่อสู้ความกลัว
bullet กบเฒ่า นั่งเฝ้ากอบัว
bullet ทำใจให้เป็นบุญ และ ธรรมะ ธรรมชาติ
bullet สัมมาปฏิปทา
bullet สัมมาสมาธิ
bullet อยู่เพื่ออะไร และ ธรรมปฏิสันถาร
bullet ปฏิบัติกันเถิด และ สัมมาทิฐิ ที่เยือกเย็น
แบบสำรวจความคิดเห็น
คำถาม : ศีลข้อใดที่คุณคิดว่าปฏิบัติยากที่สุด
ศีลข้อใดที่คุณคิดว่าปฏิบัติยากที่สุด
ข้อ 1.ห้ามฆ่าสัตว์
ข้อ 2.ห้ามลักทรัพย์
ข้อ 3.ห้ามประพฤติผิดในกาม
ข้อ 4.ห้ามพูจเท็จ พูดไม่ดีต่าง ๆ
ข้อ 5.ห้ามเสพสุรา สิ่งเสพติดทุกชนิด
 



พระอุบาลี

พระอุบาลี

   เอตทัคคะในทางผู้ทรงพระวินัย     พระอุบาลี เกิดในตระกูลช่างกัลบก ในกรุงกบิลพัสดุ์ เมื่อเจริญเติบโตขึ้นได้รับแต่งตั้งให้ทำหน้าที่เป็นช่างกัลบก หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ช่างภูษามาลา มีหน้าที่ตัดแต่งพระเกศาประจำราชสกุลศากยวงศ์ ซึ่งมีเจ้าชายภคุ เจ้าชายภัททิยะ เจ้าชายกิมพิละ เจ้าชายอนุรุทธะ เจ้าชายอานนท์ เป็นต้น ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความจงนักภักดี เสมอต้นเเสมอปลายต่อเจ้าชายทุก ๆ พระองค์ จนเป็นที่ไว้วางพระหฤทัย
--------------------------------------------------------------------------------

ขอบวชตามเจ้าศากยะ     ในสมัยที่พระพุทธองค์ เสด็จมาโปรดพระประยูรญาติที่นครกบิลพัสดุ์ แล้วเสด็จไปประทับที่อนุปิยอัมพวัน ซึ่งเป็นแว่นแคว้นของมัลลกษัตริย์ เจ้าชายศากยะทั้ง ๕ พระองค์ที่กล่าวนามข้างต้น ได้ตัดสินพระทัยออกบวชเป็นพุทธสาวกและอุบาลีช่างกัลบกก็ขอบวชติดตามด้วย นอกจากนี้ ยังมีเจ้าชายเทวทัต แห่งโกลิยวงศ์ ร่วมเสด็จออกบวชด้วย จึงรวบรวมเป็น ๗ พระองค์ด้วยกัน

    ในระหว่างทางเจ้าชายทั้ง ๖ ได้เปลื้องเครื่องประดับอันมีค่าส่งมอบให้อุบาลีช่างกัลบกที่ติดตามไปด้วย ตร้อมทั้งตรัสสั่งว่า

    “ ท่านจงนำเครื่องประดับเหล่านี้ไปจำหน่ายเลี้ยงชีพเถิด ”

    อุบาลี รับเครื่องประดับเหล่านั้นแล้วแยกทางกลับสู่พระนครกบิลพัสดุ์พลางคิดว่าขึ้นมาว่า “ ธรรมดาเจ้าศากยะทั้งหลายนั้นดุร้ายนักถ้าเห็นเรานำเครื่องประดับกลับไปก็จะพากันเข้าใจว่า เราทำอันตรายพระราชกุมารแล้ว นำเครื่องประดับมาก็จะลงอาญาเราจนถึงชีวิต อนึ่งเล่า เจ้าชายศากยกุมารเหล่านี้ ยังละเสียซึ่งสมบัติอันมีค่าออกบวชโดยมิมีเยื่อใย ตัวเรามีอะไรนักหนาจึงจะมารับเอาสิ่งของที่เขาทิ้งดุจก้อนเขฬะนำไปดำรงชีพได้ ”

    เมื่อคิดดังนี้แล้ว จึงแก้ห่อนำเครื่องประดับทั้งหลายเหล่านั้นแขวนไว้กับต้นไม้แล้วกล่าวว่า “ ผู้ใดปรารถนาก็จงถือเอาตามความประสงค์เถิด เราอนุญาตให้แล้ว ” จากนั้นก็ออกเดินทางติดตามเจ้าชายทั้ง ๖ พระองค์ ไปทันที่อนุปิยอัมพวัน กราบทูลแจ้งความประสงค์ขอบวชด้วย

    พระอุบาลี เมื่อบวชแล้ว ได้ศึกษาพระกรรมฐานจากพระผู้มีพระภาคเจ้าหลังจากนั้น ท่านมีความประสงค์จะไปบำเพ็ญสมณธรรมในป่า เพื่อหาความสงบตามลำพัง แต่เมื่อกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระองค์ไม่ทรงอนุญาต ได้มีรับสั่งแก่เธอว่า...

    “ อุบาลี ถ้าเธอไปอยู่ป่าบำเพ็ญสมณธรรม ก็จะสำเร็จเพียงวิปัสสนาธุระ แต่ถ้าเธออยู่ในสำนักของตถาคต ก็จะสำเร็จธุระทั้งสอง คือทั้งวิปัสสนาธุระและคันถธุระ ( การเรียนคัมภีร์ต่าง ๆ )”

    ท่านปฏิบัติตามพระพุทธดำรัสที่ตรัสแนะนำ ได้ศึกษาพระพุทธพจน์ไปพร้อมกับเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ไม่นานก็บรรลุพระอรหัตผลในพรรษานั้น

    หลังจากนั้นท่านก็เป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่พระศาสนา เพราะความที่ท่านอยู่ใกล้ชิดพระบรมศาสดาโดยตลอด ท่านจึงมีความรู้ความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ ในด้านพระวินัย ท่านช่วยอบรมสั่งสอนถ่ายทอดคววามรู้ด้านพระวินัยให้แก่ศิษย์ลัทธิวิหาริกของท่านเป็นจำนวนมาก ถ้ามีอธิการณ์เกิดขึ้นแก่ภิกษุสงฆ์หรือเกี่ยวกับพระวินัยแล้ว พระพุทธองค์จะทรงมอบให้ท่านเป็นผู้วินิจฉัย

    ท่านได้วินิจฉัยอธิกรณ์สำคัญ ๓ เรื่องด้วยกัน คือ เรื่องภารุกัจฉกภิกษุ เรื่องอัชชุกภิกษุ และเรื่องภิกษุณีโยมมารดาของพระกุมารกัสสปะ การวินิจฉัยของท่านเป็นไปด้วยความเที่ยงธรรมเป็นที่ยกย่องสรรเสริญของพุทธบริษัท

    ขอนำการตัดสินอธิกรณ์เรื่องที่ ๓ มาเล่าให้ฟังโดยสังเขปดังนี้


--------------------------------------------------------------------------------

ตัดสินคดีภิกษุณีท้อง     สมัยหนึ่ง ลูกสาวเศรษฐีในกรุงราชคฤห์ หลังจากได้แต่งงานแล้วเข้ามาบวชโดยไม่ทราบว่าตนตั้งครรภ์ เมื่อบวชได้นานครรภ์โตขึ้นมา เป็นที่รังเกียจสงสัยของพุทธบริษัททั้งหลาย

    ภิกษุณีรูปนี้ อยู่ในปกครองของพระเทวทัต เรื่องรู้ถึงพระเทวทัต พระเทวทัตให้สึกทันทีโดยมิได้ไต่สวนอะไรเลย หาว่านางภิกษุณีต้องปาราชิกขาดจากความเป็นภิกษุณีแล้ว นางภิกษุณีกราบเรียนท่านว่า นางมิได้กระทำเรื่องเลวร้ายดังกล่าวหา นางเป็นผู้บริสุทธิ์

    พระเทวทัตกล่าวว่า บริสุทธิ์อะไรกัน ก็ประจักษ์พยานเห็นชัดอยู่อย่างนี้ ยังจะมีหน้ามายืนยันว่าตนบริสุทธิ์อยู่หรือ

    แม้ว่า นางจะวิงวอนอย่างไร พระเทวทัตก็ไม่สนใจ สั่งให้สึกอย่างเดียว นางภิกษุณีจึงอุทธรณ์ต่อพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ทรงทราบก่อนแล้วว่าอะไรเป็นอะไร แต่เพื่อให้เป็นที่กระจ่างแจ้งและยอมรับโดยทั่วไป จึงทรงแต่งตั้งให้พระอุบาลีเถระเป็นวินิจฉัยอธิกรณ์

    เนื่องจากเป็นเรื่องของสตรี ท่านเองก็ไม่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้ท่านจึงขอแรงนางวิสาขาและอนาถบิณฑิกเศรษฐี ให้ช่วยเหลือ นางวิสาขาได้ตรวจร่างกายของนางภิกษุณี ซักถามวันที่มีเพศสัมพันธ์ครั้งสุดท้าย วันที่ประจำเดือนหมดครั้งสุดท้าย ตลอดถึงตรวจตราดูความเปลี่ยนแปลงของร่างกายทุกอย่าง แล้วลงความเห็นว่านางภิกษุณีได้ตั้งครรภ์ก่อนออกบวชโดยที่ตนเองไม่ทราบ จึงรายงานให้พระอุบาลีเถระทราบ

    พระเถระได้ใช้ความเห็นของกรรมการคฤหัสถ์นั้นเป็นฐานของการพิจาณาตัดสินอธิกรณ์ ได้วินิจฉัยว่านางภิกษุณีบริสุทธิ์ มิได้ต้องปาราชิกดังถูกล่าวหา

    พระพุทธองค์ทรงทราบการวินิจฉัยของพระอุบาลีเถระ แล้วทรงประทานสาธุการว่าวินิจฉัยได้ถูกต้องแล้ว นางภิกษุณีรูปนี้จึงไม่ต้องลาสิกขาตามคำสั่งของพระเทวทัต

    นางคลอดบุตรแล้ว ก็เลี้ยงดูในสำนักนางภิกษุณีชั่วระยะเวลาหนึ่ง พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จมาพบเข้าในภายหลัง จึงทรงขอเด็กไปเลี้ยงเป็นโอรสบุญธรรมในพระราชสำนัก เด็กน้อยคนนี้มีนามว่า กุมารกัสสปะ

    ต่อมากุมารกัสสปะได้ออกบวชเป็นสามเณร บรรลุพระอรหัตตั้งแต่อายุยังน้อย และได้แสดงธรรมโปรดภิกษุณีผู้เป็นมารดาให้บรรลุพระอรหัตด้วย ( ความจริงท่านกล่าวตำหนิมารดาที่ไม่สามารถละความรักบุตรได้ มัวแต่คร่ำครวญหามีเวลาปฏิบัติธรรมเป็นการให้สติแก่มารดา มารดาจึง “ ตัดใจ ” ได้ และบรรลุพระอรหัตในกาลต่อมา )

    เมื่ออุปสมบทแล้ว พระกุมารกัสสปะเป็นพระเถระที่มีความสามารถในการแสดงธรรมได้วิจิตรพิสการมากได้รับยกย่องจากพระพุทธองค์ว่าเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุอื่นในทางกล่าวธรรมอันวิจิตร ได้โต้ตอบกับปายาสิราชันย์ผู้มีมิจฉาทิฐิ ( ผู้มีความเห็นผิดว่า บุญ บาป ไม่มี นรก สวรรค์ ไม่มี ) จนปายาสิยอมจำนนและสละมิจฉาทิฐินั้นหันมานับถือพระพุทธศาสนาในที่สุด 

    กล่าวถึงพระอุบาลีเถระ เมื่อครั้งพระมหากัสสปะรวบรวมพระอรหัตต์ ๕๐๐ รูป กระทำสังคายนาหลังพุทธปรินิพพานได้ ๓ เดือน ท่านพระอุบาลีก็ได้รับเลือกเข้าประชุม และมีบทบาทสำคัญ คือ เป็นผู้วิสัชนาพระวินัยให้ที่ประชุมสงฆ์ฟัง ทำให้การสังคายนาพระธรรมวินิจฉัยสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีดังที่ทราบกันแล้ว

    ความเป็นผู้เชี่ยวชาญในพระวินัยของท่าน ได้รับยกย่องและนับถือสืบมาในวงสงฆ์ยาวนาน จนกลายเป็น “ ธรรมเนียมปฏิบัติ ” เพราะพระวินัยถือว่าเป็น “ รากแก้ว ” ของพระพุทธศาสนา เวลาจะส่งพระไปเผยแพร่พระพุทธศาสนายังต่างแดน มักจะไม่ละเลยพระเถระที่มีความเชี่ยวชาญทางพระวินัย จึงส่งพระอุบาลีเถระไปสืบพระพุทธศาสนายังลังกา เมื่อสมัยอยุธยาตอนปลาย

    สมณศักดิ์ที่ “ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ” ( อาจารย์ผู้มีคุณสมบัติเหมือนพระอุบาลี ) ก็คิดขึ้นโดยยึดท่านพระอุบาลีเถระเป็นต้นแบบ และจะพระราชทานให้เฉพาะพระเถระที่ทรงพระวินัยมีศีลจารวัตรงดงามน่าเลื่อมใสเท่านั้น

    ( ถึงตรงนี้ก็ขอสรุปว่า คนดีนั้นใคร ๆ ก็อยากเอาเยี่ยงอย่าง )

http://www.larnbuddhism.com/atatakka/pratera/

โดย : จิตสงบ | email : sugas.nop@hotmail.com | วันที่ : 2009-06-22 09:47:41

ความเห็นที่ 2

ดีมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

โดย : จุฑารัตน์ บริสุทธิ์ | email : tumru1771@hotmail.com. | วันที่ : 2012-07-08 14:37:12 | IP : 183.89.7.XX

ความเห็นที่ 1

ดีมากเลยประวัติพระอุบาลี

โดย : ยากูว่า | email : Tipshcool@hotmail.com | วันที่ : 2011-02-12 15:56:53 | IP : 125.27.159.XX


ร่วมแสดงความคิดเห็น
name
email
ข้อความทีท่านได้อ่านจาก เวบเพจนี้ เกิดขึ้นจากการเขียนโดยสาธารณชน และ เผยแพร่โดยอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวบไซด์แห่งนี้ ไม่ได้เห็นด้วย และไม่ขอรับผิดชอบต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น ดังนั้นผู้อ่านทุกท่าน โปรดใช้วิจารณญาณ ในการกลั่นกรองด้วยตนเอง และ ถ้าหากท่านพบเห็นข้อความใดๆ ที่ ขัดต่อกฎหมาย และ ศีลธรรม กรุณาแจ้งมาที่ webmaster@thaidhammajak.com เพื่อทีมงานจะได้ ดำเนินการในทันที ขอขอบพระคุณ

43/73 หมู่ที่ 8 ซอยรามอินทรา 63/1 แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร 10230
โทร 0-2946-5171, 0-2964-5173-4 แฟกซ์ 0-2945-8887 www.thaidhammajak.com